เส้นโค้งอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้ "อ่านใจ" ตลาดเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอนาคต
Yield Curve คือกราฟที่แสดงอัตราดอกเบี้ย (Yield) ของพันธบัตรรัฐบาลที่อายุต่างกัน ปกติพันธบัตรอายุยาวจะมี Yield สูงกว่าระยะสั้น (Normal Curve) แต่เมื่อ Yield ระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว (Inverted Curve) มันเคยทำนายวิกฤตเศรษฐกิจได้ถูกต้องทุกครั้งในรอบ 60 ปี
ยิ่งคุณให้คนอื่นยืมเงินนาน ยิ่งต้องการดอกเบี้ยมากขึ้น เพราะ:
10 ปีข้างหน้าเงินเฟ้อจะไปถึงไหน ไม่มีใครรู้แน่ — ต้องจ่ายชดเชย
5 ปีข้างหน้าไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น — ต้องการดอกเบี้ยมากขึ้น
เงินสดใช้ได้ทันที พันธบัตรยาวต้องรอ — ต้องจ่าย Premium
ปี 2022–2023 US Yield Curve กลับหัว (Inverted) — พันธบัตร 3 เดือนให้ Yield สูงกว่า 10 ปี เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี
เมื่อ Yield ระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว มันบอกว่าตลาดคาดการณ์ว่า:
ตลาดคาดว่า Fed จะต้องลดดอกเบี้ยในอนาคต — แปลว่าคาดว่าเศรษฐกิจจะแย่ลง
นักลงทุนแห่ซื้อพันธบัตรระยะยาว (Safe Haven) → Yield ระยะยาวลด → Curve กลับหัว
ธนาคารกู้ระยะสั้น ปล่อยกู้ระยะยาว — Inverted Curve กดดัน NIM (Net Interest Margin)
Inverted → Recession รุนแรง Fed ขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ Volcker Era
Inverted → Recession ปี 1990 (Gulf War + Real Estate Bust)
Inverted ก่อน Dot-com Crash และ 9/11 Recession
Inverted → Recession ปี 2008 (Financial Crisis ครั้งใหญ่)
Inverted ระดับรุนแรงสุดในรอบ 40 ปี (3M Yield 5.2% vs 10Y 3.9%) → เศรษฐกิจชะลอ แต่ยัง Soft Landing ได้บางส่วน
| สิ่งที่เกิดขึ้น | นักลงทุนควรพิจารณา |
|---|---|
| Yield Curve Invert | ไม่ใช่สัญญาณ "ขายทุกอย่างทันที" Recession มักเกิดใน 6–24 เดือนหลัง |
| ช่วง Inversion | พอร์ต Defensive — Utilities, Healthcare, Consumer Staples ทนได้ดีกว่า |
| พันธบัตรระยะยาว | ถ้าคาด Fed ลดดอกเบี้ย → Bond ระยะยาวราคาจะขึ้น |
| Cash/Short-term | Yield ระยะสั้นสูง — ถือ Money Market หรือ T-Bill ได้ผลตอบแทนดีในช่วงนี้ |
| หุ้นเติบโต (Growth) | มักได้รับผลกระทบมากกว่าในภาวะ Tightening/Recession |
เข้าใจ Yield Curve แล้ว ลองต่อด้วย Interest Coverage Ratio เพื่อดูว่าบริษัทรับมือกับดอกเบี้ยสูงได้แค่ไหน
อ่านต่อ: Interest Coverage Ratio →