หน้าแรก
พอร์ตของฉัน
หุ้นในดวงใจ
Company Chain
เครื่องมือ
เรียนรู้
AI
วิดีโอ
🎓 คู่มือฉบับเต็ม

Options ฉบับสมบูรณ์ — จาก 0 ถึงใช้กลยุทธ์เป็น

อ่านจบหน้านี้หน้าเดียว เข้าใจตั้งแต่สัญญาคืออะไร ไปจนถึงอ่านหน้าจอเป็น เลือกวันหมดอายุเป็น และรู้ว่ากลยุทธ์แต่ละตัวขาดทุนสูงสุดเท่าไหร่ · ท้ายบทมีเทียบกับ Futures ให้ด้วย

อ่านตามลำดับนี้

  1. สัญญาคืออะไร — เริ่มจากมัดจำบ้าน
  2. 4 ฝั่งของตลาด และฝั่งที่ห้ามยืน
  3. อ่านหน้าจอ Option Chain
  4. ราคาสัญญามาจากไหน
  5. กรีก 4 ตัว — Delta Theta Vega Gamma
  6. IV กับ IV Rank — หัวใจของทั้งเรื่อง
  7. เลือกวันหมดอายุยังไง
  8. 8 กลยุทธ์ พร้อมตัวเลขจริง
  9. เช็คลิสต์ 5 ด่านก่อนกดซื้อ
  10. กับดักที่ทำให้คนเจ๊ง
  11. Futures ต่างกันยังไง
  12. เช็คลิสต์ก่อนกดจริง
อ่านก่อน: Options ไม่ใช่เครื่องเร่งผลตอบแทนสำหรับมือใหม่ ถ้ายังไม่มีพอร์ตหุ้นที่นิ่ง และยังตอบไม่ได้ว่ากรณีแย่ที่สุดจะขาดทุนกี่บาท ให้อ่านไว้เป็นความรู้ก่อน อย่าเพิ่งกด · เนื้อหานี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
อยากเห็นภาพก่อนอ่าน?เครื่องมือฟรี เปิดเครื่องมือวาดกราฟกำไรขาดทุน เลือกกลยุทธ์แล้วปรับตัวเลขดูสดๆ เปิดเครื่องมือ →

1สัญญาคืออะไร — เริ่มจากมัดจำบ้าน

ลืมคำว่า Options ไปก่อน คิดถึงการวางมัดจำบ้านแทน

สมมติเจอบ้านหลังหนึ่งราคา 3 ล้าน คุณยังไม่พร้อมซื้อวันนี้ เลยวางมัดจำ 50,000 บาท เพื่อจองสิทธิ์ซื้อที่ 3 ล้าน ภายใน 3 เดือน

ผ่านไป 3 เดือน...

บ้านขึ้นเป็น 3.5 ล้าน  →  ใช้สิทธิ์ซื้อที่ 3 ล้าน  =  กำไร 450,000 (หัก 50,000 ที่จ่ายไป)
บ้านลงเหลือ 2.7 ล้าน  →  ไม่ใช้สิทธิ์ ทิ้งมัดจำ  =  ขาดทุน 50,000 (แค่นั้น)

นี่คือ Call Option ทั้งดุ้น เปลี่ยนแค่คำ:

ภาษาบ้านภาษา Options
เงินมัดจำ 50,000Premium (พรีเมียม) — ค่าสิทธิ์
ราคาที่ตกลง 3 ล้านStrike — ราคาใช้สิทธิ์
ภายใน 3 เดือนExpiration — วันหมดอายุ
สิทธิ์ซื้อCall
สิทธิ์ขายPut

ประโยคเดียวที่ต้องจำ

Call กับ Put — จำแบบไม่ต้องท่อง

Call 📈Put 📉
คือสิทธิ์ซื้อหุ้นที่ราคา strikeขายหุ้นที่ราคา strike
ซื้อไว้เมื่อคิดว่าหุ้นจะขึ้นหุ้นจะลง
มีค่าเมื่อราคาหุ้น > strikeราคาหุ้น < strike
เปรียบเหมือนใบจองซื้อประกันภัย
Put = ประกัน คือการเปรียบเทียบที่ตรงที่สุด — คุณจ่ายเบี้ยประกันรถทุกปี ปีไหนไม่ชน เบี้ยก็หายไปเฉยๆ และคุณไม่เสียใจ Put ทำงานเหมือนกันเป๊ะ ถือหุ้นอยู่ ซื้อ Put ไว้ ถ้าหุ้นไม่พัง เบี้ยก็หายไป — นั่นคือต้นทุนความสบายใจ ไม่ใช่การเดาผิด

📐 หน่วยของสัญญา — จุดที่มือใหม่คิดเลขพลาดบ่อยที่สุด

ตลาดอเมริกา:  1 สัญญา = หุ้น 100 หุ้น

ราคาบนหน้าจอเขียน  $2.47   ← นี่คือ "ต่อหุ้น"
เงินที่จ่ายจริง     $2.47 × 100 = $247  ← ประมาณ 8,400 บาท

เห็น $0.50 แล้วคิดว่าถูก — จริงๆ คือ $50 · เห็น $6.17 คิดว่าแพงไป — จริงๆ คือ $617 คูณ 100 เสมอ

24 ฝั่งของตลาด และฝั่งที่ห้ามยืน

ทุกธุรกรรมมี 2 ท่า (ซื้อ/ขาย) × 2 ชนิด (Call/Put) = 4 ฝั่ง และความเสี่ยงต่างกันคนละโลก

ฝั่งเรียกว่ามองตลาดกำไรสูงสุดขาดทุนสูงสุด
ซื้อ CallLong Callขึ้นแรงไม่จำกัดพรีเมียมที่จ่าย
ซื้อ PutLong Putลงแรงมาก (จนหุ้นถึง 0)พรีเมียมที่จ่าย
ขาย PutShort Putไม่ลง / อยากได้หุ้นถูกพรีเมียมที่รับมาก (strike × 100)
ขาย Call เปล่าNaked Callไม่ขึ้นพรีเมียมที่รับ🚫 ไม่จำกัด
🚫 ฝั่งที่ห้ามยืนเด็ดขาด: ขาย Call โดยไม่มีหุ้นค้ำ (Naked Call)
ถ้าหุ้นวิ่งขึ้นไม่หยุด หนี้ของคุณก็โตไม่หยุดตาม — ไม่มีเพดาน นี่คือฝั่งเดียวใน 4 ฝั่งที่ทำให้บัญชีติดลบมากกว่าเงินที่มีได้ ถ้าอยากขาย Call ต้องมีหุ้น 100 หุ้นค้ำไว้เสมอ (เรียกว่า Covered Call — ดูข้อ 8)

"เสียแค่พรีเมียม" — จริง แต่ต้องเข้าใจให้ครบ

ซื้อ Call จ่าย $500
หุ้นร่วง 30%      →  เสีย $500
หุ้นร่วง 60%      →  เสีย $500   ← เท่าเดิม
บริษัทล้มละลาย    →  เสีย $500   ← ยังเท่าเดิม  ไม่มีเรียกเงินเพิ่ม
แต่อย่าให้ "เสียแค่พรีเมียม" หลอกว่าปลอดภัยกว่าหุ้น — มันคือ −100% ครับ ซื้อหุ้นแล้วร่วง 30% คุณยังเหลือ 70% ไว้รอวันฟื้น สัญญาที่หมดอายุแบบไม่ถึง strike คือศูนย์ ไม่มีรอ ต่างกันตรงนี้

3อ่านหน้าจอ Option Chain

เปิดแอปมาจะเจอตารางยาวเหยียด นี่คือแปลทีละช่อง

ช่องแปลว่าใช้ยังไง
Strikeราคาใช้สิทธิ์เลือกตามที่คุณคิดว่าราคาจะไปถึง
Bid / Askราคาที่มีคนรับซื้อ / ราคาที่มีคนขายซื้อได้ที่ Ask · ขายได้ที่ Bid · ห่างกันมาก = ของไม่คล่อง
Lastราคาซื้อขายล่าสุด⚠️ อาจเป็นราคาค้างจากเมื่อวาน อย่าเชื่อ
Volumeจำนวนที่เทรดวันนี้ต่ำ = ราคาบนจออาจไม่จริง
Open Interest (OI)สัญญาที่ยังค้างอยู่ในตลาดสำคัญที่สุดในกลุ่มนี้ — ต่ำ = ขายออกยาก/ได้ราคาแย่
IVความผันผวนแฝงดูข้อ 6 — เป็นหัวใจ
Delta / Thetaกรีกดูข้อ 5
Breakevenจุดคุ้มทุนstrike + พรีเมียม (Call) · strike − พรีเมียม (Put)
ITM %โอกาสจบแบบมีค่าฝั่งคนขาย = โอกาสโดนเรียกใช้สิทธิ์

ITM / ATM / OTM

หุ้นราคา $70

Call strike 65  →  ITM (In the Money)     มีมูลค่าแท้แล้ว $5   แพง  ปลอดภัยกว่า
Call strike 70  →  ATM (At the Money)     อยู่ตรงราคาพอดี            สมดุล
Call strike 80  →  OTM (Out of the Money) ยังไม่มีมูลค่าแท้    ถูก   เสี่ยงเป็นศูนย์สูง
กับดักของมือใหม่: OTM ไกลๆ ราคาถูกที่สุด ดูน่าซื้อที่สุด และเป็นศูนย์บ่อยที่สุด — ราคาสัญญาถูก ไม่เท่ากับเดิมพันที่ดี

🚨 วิธีจับ "ราคาค้าง" บนหน้าจอ

ราคาที่แอปโชว์คือราคาซื้อขายครั้งล่าสุด ถ้าไม่มีใครเทรด strike นั้นมาทั้งวัน ตัวเลขก็ค้างอยู่อย่างนั้น สัญญาณที่ต้องจับให้ได้:

กฎเหล็ก: ใช้ Limit order เท่านั้น ห้ามใช้ Market order — Market แปลว่า "ราคาไหนก็ได้" ซึ่งในตลาดที่ช่องว่างกว้าง คุณจะได้ราคาที่แย่ที่สุดจริงๆ ตั้ง limit ตรงกลางระหว่าง bid กับ ask แล้วรอ

4ราคาสัญญามาจากไหน

พรีเมียมทุกบาทแยกได้เป็น 2 ก้อนเสมอ

พรีเมียม = มูลค่าแท้ + มูลค่าเวลา
Intrinsic Value + Time Value
หุ้น $70  ·  Call strike 65  ·  ราคา $7

มูลค่าแท้  = 70 − 65 = $5    ← ใช้สิทธิ์เดี๋ยวนี้ก็ได้เท่านี้
มูลค่าเวลา = 7 − 5   = $2    ← ค่า "โอกาสที่มันจะขึ้นไปอีก"

พอถึงวันหมดอายุ มูลค่าเวลา = 0 เสมอ  เหลือแค่มูลค่าแท้

นี่คือทั้งเกม

5กรีก 4 ตัว — Delta Theta Vega Gamma

ไม่ต้องท่องสูตร จำแค่ว่าแต่ละตัวตอบคำถามอะไร

กรีกตอบคำถามอ่านค่ายังไง
Δ Deltaหุ้นขยับ $1 สัญญาขยับเท่าไหร่0.55 = หุ้นขึ้น $1 สัญญาบวก $0.55 · และประมาณโอกาสจบแบบมีค่า ≈ 55%
Θ Thetaวันนี้ผ่านไป เสียเท่าไหร่−0.045 = หายวันละ $0.045 ต่อหุ้น (= $4.50 ต่อสัญญา)
ν Vegaถ้าความกลัวเปลี่ยน สัญญาขยับเท่าไหร่IV ขึ้น 1 จุด สัญญาบวกเท่านี้ · สัญญายาว vega สูงกว่า
Γ GammaDelta เปลี่ยนเร็วแค่ไหนสูงเมื่อใกล้ ATM + ใกล้หมดอายุ = ทำไมวันท้ายๆ ราคาเหวี่ยงบ้าคลั่ง

Theta คือตัวที่กินเงินคุณจริง — แปลงเป็น % ก่อนเสมอ

ตัวเลข theta ดิบไม่บอกอะไร ต้องเทียบกับราคาสัญญา:

theta ÷ ราคาสัญญา = % ที่หายต่อวัน
ตัวอย่าง: theta −0.0455 · ราคา $4.89 → 0.0455 ÷ 4.89 = 0.93% ต่อวัน

3 เรื่องที่คนเข้าใจผิดเรื่อง Theta

Theta ไม่ใช่ศัตรูเสมอไป — ถ้าคุณเป็นคนขายสัญญา theta คือรายได้ของคุณ นี่คือเหตุผลที่กลยุทธ์ในข้อ 8 ครึ่งหนึ่งเป็นการขาย ไม่ใช่การซื้อ

6IV กับ IV Rank — หัวใจของทั้งเรื่อง

ถ้าจำได้แค่หัวข้อเดียวจากทั้งหน้า ให้จำอันนี้

IV คืออะไร — และมันคำนวณย้อนกลับ

ปกติ:    สูตร + ความผันผวน  →  ได้ราคาสัญญา
IV ทำกลับ: สูตร + ราคาจริงในตลาด  →  ได้ "ความผันผวน"

IV ไม่ใช่ตัวเลขที่ใครประกาศ — มันคือการดูว่าคนยอมจ่ายเท่าไหร่ แล้วถอดกลับว่า "ที่จ่ายขนาดนี้ แปลว่าคุณเชื่อว่าหุ้นจะเหวี่ยงกี่ % ต่อปี"

ตัวเลขคืออะไรมาจากไหน
IVตลาดคิดว่าจะเหวี่ยงกี่ %/ปีถอดกลับจากราคาสัญญาจริง
HVหุ้นเหวี่ยงจริงกี่ %คำนวณจากราคาปิดย้อนหลัง (ปกติ 30 วัน)
IV Rankวันนี้อยู่ตรงไหน ระหว่างจุดต่ำสุด–สูงสุดของปี(IV วันนี้ − ต่ำสุด) ÷ (สูงสุด − ต่ำสุด)
IV Percentileกี่ % ของวันในรอบปีที่ IV ถูกกว่าวันนี้นับจำนวนวัน

🔑 บทเรียนที่ 1: IV สูง ≠ แพง

หุ้นเล็กที่ IV 144% ไม่ได้แปลว่าโดนโก่งราคา — แปลว่าหุ้นตัวนั้นเหวี่ยงขนาดนั้นจริงๆ คำถามที่ถูกคือ:

IV ÷ HV
< 1.0 = ตลาดคิดราคาต่ำกว่าที่หุ้นเหวี่ยงจริง (ดีสำหรับคนซื้อ) · > 1.3 = จ่ายเกินความจริง

🔑 บทเรียนที่ 2: IV คือลายนิ้วมือของบริษัท ไม่ใช่ภาวะตลาด

หลายคนเปิดแอปแล้วเห็น IV เกือบ 100% ทุกตัว เลยคิดว่าตลาดกำลังตกใจ — ความจริงคือกำลังดูแต่หุ้นเล็ก ตัวเลขจริงจากวันเดียวกัน (23 ก.ค. 2026):

สินทรัพย์IVHVIV÷HVอ่านว่า
S&P 500 (VIX)16.6%ทั้งตลาดสงบมาก
AAPL29.3%33.5%0.87ถูกกว่าความจริง
NFLX34.5%40.3%0.86ถูกกว่าความจริง
NVDA38.5%36.9%1.04พอดีๆ
UBER46.0%40.2%1.14แพงนิดหน่อย
MSFT (สัปดาห์มีงบ)46.1%34.0%1.36แพง
PLTR68.7%52.4%1.31แพง
หุ้นเล็กเผาเงิน144%79.3%1.82แพงมาก

บริษัทใหญ่ กำไรสม่ำเสมอ เงินสดเยอะ → IV ต่ำ เพราะไม่มีใครสงสัยว่าปีหน้ามันจะยังอยู่
บริษัทเล็ก ขาดทุน ต้องระดมทุนเรื่อยๆ → IV 100%+ เพราะยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าปีหน้าจะยังอยู่ไหม

🔑 บทเรียนที่ 3: IV Crush — ทำไมทายถูกทางแล้วยังขาดทุน

ก่อนประกาศงบ IV จะพุ่ง เพราะไม่มีใครรู้ผล พอประกาศเสร็จความไม่รู้หายไปทันที IV ยุบทันที

ซื้อ Call ก่อนงบ ที่ IV 46%   ราคา $16.47

วันรุ่งขึ้น IV ยุบเหลือ 30%:
  หุ้นร่วง 5%   →  $3.36   (−80%)
  หุ้นนิ่ง       →  $9.29   (−44%)
  หุ้นขึ้น 3%    →  $14.97  (−9%)   ← ทายถูกทาง แต่ยังขาดทุน
  หุ้นขึ้น 5%    →  $19.66  (+19%)
  หุ้นขึ้น 8%    →  $27.92  (+69%)
บทเรียนที่แพงที่สุดของ Options อยู่ตรงนี้ — "ทายถูกทางแล้วยังเสียเงิน" ไม่ใช่ความซวย มันคือกลไกปกติ เพราะคุณซื้อของตอนที่มันแพงที่สุด

เกณฑ์ใช้งานจริง — และมันกลับด้านเมื่อคุณเป็นคนขาย

ตัววัดตอนจะซื้อตอนจะขาย
IV ÷ HVอยากได้ < 1.3 (ของถูก)อยากได้ > 1.3 (ของแพง)
IV Rankอยากได้ < 50อยากได้ > 50
Thetaศัตรูมิตร (คือรายได้)
วันประกาศงบในสัญญาอยากให้มี (ต้องการการเคลื่อนไหว)ไม่อยากให้มี (เสี่ยงโดนเรียกใช้สิทธิ์)
สรุปข้อ 6 ทั้งหมดในบรรทัดเดียว: อย่าดูตัวเลข IV เดี่ยวๆ — ดู IV เทียบ HV (แพงกว่าความจริงไหม) และ IV Rank (แพงกว่าตัวเองในรอบปีไหม) แล้วเลือกฝั่งให้ถูก: ของถูกก็ซื้อ ของแพงก็ขาย

7เลือกวันหมดอายุยังไง

คนส่วนใหญ่เลือกวันหมดอายุจากราคาที่จ่ายไหว ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดที่สุด แอปมักเปิดที่สัปดาห์หน้าให้อัตโนมัติ และสัญญาสัปดาห์หน้าคือสัญญาที่แย่ที่สุดสำหรับคนซื้อเกือบทุกครั้ง

กฎข้อเดียว

🪤 กับดักที่เจอบ่อยที่สุด — หมดอายุก่อนเหตุการณ์

งบออก 20 ต.ค.

16 ต.ค. ────X──── 20 ต.ค. ──────────── 20 พ.ย.
   ↑               ↑                      ↑
สัญญารายเดือน    งบออก                ปลอดภัย
ตายก่อน 4 วัน 💀

สัญญารายเดือนหน้าตาน่าเลือกที่สุด (คนเยอะ ราคากลางๆ) และมันมักหมดอายุก่อนเหตุการณ์เดียวที่สำคัญไปไม่กี่วัน ต้องเช็คปฏิทินก่อนเสมอ ไม่ใช่เช็คราคาก่อน

📐 สูตรที่ 1 — หาอัตราการละลาย โดยไม่ต้องเปิดแอป

% ที่หายต่อวัน ≈ 1 ÷ (2 × วันที่เหลือ)
ใช้กับสัญญาใกล้ราคาหุ้น (delta 0.4–0.6) · ไม่แม่นใน 3 วันสุดท้าย และกับ strike ที่ไกลมาก
วันเหลือสูตรทำนายค่าจริงที่วัดได้
148 วัน0.34%0.34% ✓
57 วัน0.88%0.86% ✓
29 วัน1.72%1.68% ✓
8 วัน6.25%5.76% ✓
1 วัน25%+ (สูตรพัง)

พลิกสูตรกลับ = ได้คำตอบว่าควรซื้อกี่วัน

วันที่ต้องซื้อ = 1 ÷ (2 × % ที่ยอมเสียต่อวัน)
ยอมเสียวันละต้องซื้อกี่วันประมาณ
0.5%100 วัน3.5 เดือน
1%50 วัน~2 เดือน
2%25 วัน1 เดือน
5%10 วันเช่าเวลาราคาแพงเกินไป

📐 สูตรที่ 2 — ทำไม "ยาว" ถึงคุ้ม

พรีเมียม ≈ 0.4 × ราคาหุ้น × IV × √(เวลาเป็นปี)
สังเกตรากที่สอง — เวลา ×2 ราคาแพงขึ้นแค่ ×1.41 ไม่ใช่ ×2
หุ้นเดียวกัน strike เดียวกัน:

29 วัน   คุ้มทุน +10.7%  ┐
57 วัน   คุ้มทุน +15.2%  ┘  ×1.42   (√2 = 1.41) ✓
176 วัน  คุ้มทุน +26.9%     ×1.77 จาก 57 วัน  (√3.09 = 1.76) ✓

ได้เวลาเพิ่ม 2 เท่า จ่ายแค่ 1.41 เท่า — นี่คือเหตุผลทางคณิตศาสตร์ทั้งหมดที่สัญญายาวคุ้มกว่าต่อหนึ่งวัน

แต่สูตรเดียวกันบอกความจริงที่เจ็บด้วย: IV อยู่ในตัวคูณตรงๆ แปลว่าไม่มีวันหมดอายุไหนแก้หุ้น IV สูงได้ — หุ้น IV 98% ต่อให้ซื้อ 57 วันก็ยังต้องขึ้น +15% ขณะที่หุ้น IV 34.5% ต้องการแค่ +2.7% ใน 15 วัน · เลือกหุ้นสำคัญกว่าเลือกวัน

ตารางสรุป — เลือกตามว่าคุณเดิมพันอะไร

เดิมพันอะไรเลือกกี่วันเหตุผล
เหตุการณ์ (งบ · คำตัดสิน · เปิดตัวสินค้า)วันเหตุการณ์ + 2–4 สัปดาห์ (~30–60 วัน)สั้นที่สุดที่ยังครอบเหตุการณ์
เทรนด์ / เทคนิค90–180 วันtheta ต่ำ · เข้าเร็วไปก็ยังรอด
ธุรกิจเปลี่ยน (หลายไตรมาส)180–365+ วัน (LEAP)เรื่องราวใช้เวลาเป็นไตรมาส
💰 ขายพรีเมียม30–45 วันเส้นโค้งเดียวกัน แต่คุณเป็นคนเก็บ

สังเกตความสมมาตร: ช่วง 30–45 วันที่แย่ที่สุดสำหรับคนซื้อ คือช่วงที่ดีที่สุดสำหรับคนขาย — เส้น theta เดียวกัน แค่ยืนคนละฝั่ง

88 กลยุทธ์ พร้อมตัวเลขจริง

ทุกตัวอย่างใช้หุ้นสมมติราคา $70 สัญญาอายุ ~45 วัน เพื่อให้เทียบกันได้ · ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่ราคาตลาดจริง

1. Long Call — ซื้อสิทธิ์ซื้อ

📈 มองขึ้น🟢 ง่าย

เดิมพันตรงไปตรงมาว่าหุ้นจะขึ้นแรงกว่าที่ตลาดคิด

ซื้อ Call strike 70  จ่าย $3.50  =  $350
จุดคุ้มทุน 70 + 3.50 = $73.50  (+5.0%)
กำไรสูงสุดไม่จำกัด
ขาดทุนสูงสุด$350 (พรีเมียมทั้งหมด)

ใช้เมื่อ: มั่นใจทิศทาง + มีเหตุการณ์ในสัญญา + IV Rank ต่ำ · อย่าใช้เมื่อ: IV Rank > 75 (ซื้อของแพง) หรือเหลือน้อยกว่า 30 วัน

2. Long Put — ซื้อสิทธิ์ขาย

📉 มองลง🟢 ง่าย

เดิมพันว่าหุ้นจะลง หรือใช้เป็นประกันพอร์ต

ซื้อ Put strike 70  จ่าย $3.20  =  $320
จุดคุ้มทุน 70 − 3.20 = $66.80  (−4.6%)
กำไรสูงสุด$6,680 (ถ้าหุ้นถึง 0)
ขาดทุนสูงสุด$320

ระวัง: การซื้อ Put ตอนหุ้นทำจุดต่ำสุดของปีแล้ว = เข้าช้าที่สุดของเทรด เพราะข่าวร้ายถูกใส่ในราคาไปแล้ว และหุ้นที่ถูกถล่มหนักมักเด้ง 20–30% ในวันเดียวได้

3. Covered Call — มีหุ้นอยู่แล้ว ขายสิทธิ์เก็บค่าเช่า

➡️ นิ่ง/ขึ้นช้า🟡 ปานกลาง

ถือหุ้น 100 หุ้นอยู่แล้ว ขายสิทธิ์ให้คนอื่นมาซื้อจากเราที่ราคาสูงกว่าปัจจุบัน

ถือหุ้น 100 หุ้น @ $70   +   ขาย Call strike 75  รับ $1.80 = $180

หุ้นจบที่ $73  →  เก็บ $180 + หุ้นยังอยู่ + กำไรหุ้น $300
หุ้นจบที่ $80  →  เก็บ $180 แต่ต้องขายหุ้นที่ $75 (พลาดกำไร $500 ส่วนบน)
หุ้นจบที่ $60  →  เก็บ $180 แต่หุ้นขาดทุน $1,000
กำไรสูงสุด$680 (ส่วนต่างถึง strike + พรีเมียม)
ขาดทุนสูงสุด$6,820 (หุ้นไป 0 หักพรีเมียม)

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย: ทำกับหุ้นที่ตัวเองไม่อยากขาย พอหุ้นวิ่งแรงก็เสียหุ้นตัวที่ดีที่สุดในพอร์ตไปที่ราคาถูก · เลือก strike ที่ถ้าโดนเรียกซื้อแล้วไม่เสียดายจริงๆ

4. Cash-Secured Put — ได้ค่าจ้างระหว่างรอซื้อของถูก

📈 ไม่ลง / อยากได้หุ้น🟡 ปานกลาง

อยากซื้อหุ้นอยู่แล้วแต่รอราคาต่ำกว่านี้ — แทนที่จะนั่งรอเฉยๆ ขายสิทธิ์ให้คนอื่นมาขายหุ้นให้เราที่ราคานั้น แล้วเก็บค่าจ้าง

ขาย Put strike 65  รับ $2.00 = $200
ต้องมีเงินสดค้ำ 65 × 100 = $6,500  ← ไม่ใช่ $200

หุ้นจบเหนือ $65  →  เก็บ $200 ไม่ได้หุ้น  (3.1% ของเงินค้ำ ใน 45 วัน)
หุ้นจบต่ำกว่า $65 →  ซื้อ 100 หุ้นที่ $65  ต้นทุนจริง 65 − 2 = $63
กำไรสูงสุด$200 (พรีเมียมที่รับ)
ขาดทุนสูงสุด$6,300 (หุ้นไป 0)
กับดักของคนขาย Put: $200 บนเงินค้ำ $6,500 ใน 45 วัน = คิดเป็นปีได้ ~25%/ปี ตัวเลขสวยจนคนเมา — แต่ตัวเลขนั้นเกิดเฉพาะกรณีไม่โดนเรียกใช้สิทธิ์ ความเสี่ยงทั้งหมดซ่อนอยู่ในอีกกิ่ง ดูช่อง ITM % = โอกาสโดนเรียกซื้อ · และกฎเหล็ก: ขาย Put เฉพาะหุ้นที่คุณอยากเป็นเจ้าของจริงๆ ที่ราคานั้น

5. Protective Put — ซื้อประกันให้พอร์ต

🛡️ ป้องกัน🟢 ง่าย

ถือหุ้นอยู่ กลัวเหตุการณ์ข้างหน้า (งบ · เลือกตั้ง · คำตัดสิน) แต่ยังไม่อยากขาย

ถือหุ้น 100 หุ้น @ $70   +   ซื้อ Put strike 65  จ่าย $1.50 = $150

หุ้นร่วงไป $50  →  ขาดทุนหุ้น $2,000 แต่ Put มีค่า $1,500  =  เหลือขาดทุน $650
หุ้นขึ้นไป $80  →  Put เป็นศูนย์ (เสีย $150) แต่หุ้นกำไร $1,000
กำไรสูงสุดไม่จำกัด (ลบค่าเบี้ย)
ขาดทุนสูงสุด$650 (ล็อกไว้แล้ว)

คิดเหมือนเบี้ยประกันรถ — ปีที่ไม่ชนแล้วเบี้ยหายไป ไม่ใช่การเดาผิด คือค่าความสบายใจ

6. Bull Put Spread — เก็บพรีเมียมแบบจำกัดความเสียหาย

📈 ไม่ลง🔴 ขั้นสูง

เหมือน Cash-Secured Put แต่ซื้อ Put ที่ต่ำกว่ามาคุ้มไว้ ทำให้ใช้เงินน้อยลงมาก และรู้ขาดทุนสูงสุดชัดเจน

ขาย Put strike 65   รับ  $2.00
ซื้อ Put strike 60   จ่าย $0.90     ← ขาประกัน
──────────────────────────────
รับสุทธิ $1.10 = $110   ·   เงินค้ำแค่ (65−60)×100 − 110 = $390

หุ้นจบเหนือ $65   →  เก็บ $110 เต็ม   (+28% ของเงินที่วางไว้)
หุ้นจบต่ำกว่า $60  →  ขาดทุนสูงสุด $390  ← ไม่มากกว่านี้แล้ว
กำไรสูงสุด$110
ขาดทุนสูงสุด$390 (ตายตัว)

เทียบกับ Cash-Secured Put: ใช้เงิน $390 แทน $6,500 — แต่ถ้าหุ้นลงจริงคุณไม่ได้หุ้น ได้แค่ขาดทุน เพราะงั้นเลือกตัวนี้เมื่อต้องการรายได้ ไม่ใช่เมื่ออยากได้หุ้น

7. Bear Call Spread — เดิมพันว่า "ไม่ขึ้นเกินนี้"

📉 ไม่ขึ้น🔴 ขั้นสูง

ภาพสะท้อนของ Bull Put Spread — ขาย Call ใกล้ ซื้อ Call ไกลมาคุ้ม เป็นวิธี "ขาย Call" ที่ปลอดภัยเมื่อไม่มีหุ้นในมือ

ขาย Call strike 75   รับ  $1.80
ซื้อ Call strike 80   จ่าย $0.70     ← ขาประกัน กันความเสี่ยงไม่จำกัด
──────────────────────────────
รับสุทธิ $1.10 = $110   ·   ขาดทุนสูงสุด (80−75)×100 − 110 = $390

หุ้นจบต่ำกว่า $75  →  เก็บ $110 เต็ม
หุ้นจบเหนือ $80    →  ขาดทุน $390  ← มีเพดาน
กำไรสูงสุด$110
ขาดทุนสูงสุด$390 (ตายตัว)
นี่คือเหตุผลที่ Spread มีอยู่: ขา Call ที่ซื้อมาคุ้ม เปลี่ยน "ขาดทุนไม่จำกัด" (Naked Call) ให้กลายเป็นตัวเลขที่รู้ล่วงหน้า — ราคาที่จ่ายคือกำไรมีเพดาน

8. Collar — ล็อกกรอบทั้งบนและล่าง

🔒 ป้องกันฟรี🟡 ปานกลาง

ถือหุ้นอยู่ + ซื้อ Put ป้องกันขาลง + ขาย Call เอาเงินมาจ่ายค่าประกัน = ประกันแบบเกือบไม่เสียเงิน

ถือหุ้น 100 หุ้น @ $70
ซื้อ Put strike 65    จ่าย $1.50   ← พื้น
ขาย Call strike 78    รับ  $1.40   ← เพดาน (เอามาจ่ายค่าประกัน)
──────────────────────────────
ต้นทุนสุทธิ $0.10 = $10 เท่านั้น

หุ้นร่วงไป $45  →  ขาดทุนหยุดที่ $65     (ล็อกไว้)
หุ้นพุ่งไป $95  →  กำไรหยุดที่ $78       (ล็อกไว้)
หุ้นอยู่ 65–78  →  กำไร/ขาดทุนตามหุ้นปกติ
กำไรสูงสุด$790
ขาดทุนสูงสุด$510

ใช้เมื่อ: มีกำไรก้อนใหญ่ในหุ้นตัวหนึ่ง ยังไม่อยากขาย (เหตุผลภาษี/ความเชื่อระยะยาว) แต่กลัวเหตุการณ์ระยะสั้น · ต้องมีหุ้นครบ 100 หุ้น

เลือกกลยุทธ์จากมุมมองตลาด

คุณคิดว่าไม่มีหุ้นมีหุ้น 100 หุ้นอยู่แล้ว
ขึ้นแรง 🚀Long Callถือต่อ (หรือ Long Call เพิ่ม)
ขึ้นช้า / ไม่ลง 📈Bull Put Spreadถือต่อ
นิ่ง ➡️Bull Put SpreadCovered Call
ไม่ขึ้น 📉Bear Call SpreadCovered Call ใกล้ๆ
ลงแรง 💥Long PutProtective Put หรือขายหุ้น
ไม่รู้ แต่กลัว 😰อยู่เฉยๆCollar
อยากได้หุ้นถูกลง 🎯Cash-Secured PutCash-Secured Put เพิ่ม

9เช็คลิสต์ 5 ด่านก่อนกดซื้อ

ผ่านครบทั้ง 5 ถึงกด ตกข้อไหนข้อหนึ่งให้กลับไปแก้ก่อน

#ด่านเกณฑ์ (ตอนซื้อ)ตกแล้วยังไง
1🗓️ มีเหตุการณ์ในสัญญาไหมวันหมดอายุอยู่หลังเหตุการณ์ 2–4 สัปดาห์ไม่ผ่าน = ไม่ซื้อ (ด่านที่ตัดเยอะสุด)
2📈 IV ÷ HV< 1.3ของแพง → ใช้ spread หรือรอ
3📊 IV Rank< 50จ่ายค่าความกลัวสูงสุด → รอ
4⏳ theta ÷ ราคา≤ 0.5–1% ต่อวันละลายเร็วเกิน → เลื่อนวันหมดอายุออก
5💧 Open Interest≥ 500–1,000ขายออกได้ราคาแย่ → เปลี่ยน strike

บวกคำถามสุดท้ายที่สำคัญที่สุด:

% ที่ต้องขึ้น ÷ วันที่เหลือ

10กับดักที่ทำให้คนเจ๊ง

🪤 1. ราคาสัญญาถูก ≠ เดิมพันที่ดี

Put หุ้นเล็ก  ราคา $51   ต้องขยับ −12.1% ใน 15 วัน  ← ดู "ถูก"
Call หุ้นใหญ่ ราคา $500  ต้องขยับ  +2.4% ใน 15 วัน  ← ดู "แพง"

หุ้นราคาถูก + IV สูง ทำให้สัญญามีราคาไม่กี่สิบดอลลาร์ ซึ่งดึงดูดมือใหม่ที่สุด และเป็นดีลที่แย่ที่สุดพร้อมกัน

🪤 2. ผลประกอบการดี ≠ หุ้นขึ้น

มีบริษัทใหญ่ที่ชนะประมาณการ 4 ไตรมาสติดต่อกัน แล้วราคาหุ้นร่วง 30% ในช่วงเดียวกัน เพราะสิ่งที่ขับราคาไม่ใช่กำไรไตรมาสนี้ แต่คือค่าใช้จ่ายลงทุนและคาดการณ์ข้างหน้า — ถ้าซื้อ Call เพราะเชื่อว่า "งบดี = ขึ้น" คุณอาจทายถูกเรื่องงบ แต่ทายผิดเรื่องราคา

🪤 3. หมดอายุแบบ "เข้าเนื้อนิดเดียว" แล้วโดนบังคับซื้อ

หุ้นปิดที่ $70.50   ·   Call strike 70   →   ITM แค่ $0.50
        ↓
โบรกใช้สิทธิ์อัตโนมัติ
        ↓
เช้ามาเป็นเจ้าของหุ้น 100 หุ้น = ต้องจ่าย $7,000 💥
        ↓
ไม่มีเงินในบัญชี  →  โดนบังคับขาย
กฎที่ป้องกันได้ทั้งหมด: ปิดสถานะก่อนวันหมดอายุอย่างน้อย 1–2 วันเสมอ อย่าถือถึงวันตาย

🪤 4. ซื้อ LEAP ตอน IV Rank สูง

สัญญายาวไวต่อ IV มากกว่า (vega สูง) การซื้อสัญญา 1 ปีตอน IV Rank 80+ คือการล็อกของแพงไว้เป็นเดือนๆ — หุ้นขึ้นแล้วสัญญายังขาดทุนได้ ถ้า IV ยุบลงมา · IV Rank สูง + สัญญายาว = ส่วนผสมที่แย่ที่สุด

🪤 5. เฉลี่ยขาดทุนในออปชัน

หุ้นเฉลี่ยขาลงยังพอมีเหตุผล เพราะหุ้นไม่มีวันหมดอายุ ออปชันมี — การเติมเงินเข้าไปในสัญญาที่กำลังจะตาย คือการเร่งความเร็วในการเสียเงิน ไม่ใช่การแก้เกม

11Futures ต่างกันยังไง

สองอย่างนี้ถูกเรียกรวมว่า "อนุพันธ์" เหมือนกัน แต่ต่างกันที่จุดเดียวที่สำคัญที่สุด: สิทธิ์ หรือ หน้าที่

OptionsFutures
คุณได้อะไรสิทธิ์ — จะใช้หรือไม่ก็ได้หน้าที่ — ต้องทำตามสัญญา
จ่ายอะไรตอนเปิดพรีเมียม (จ่ายขาด)เงินประกัน Margin (ไม่ใช่ค่าซื้อ)
ขาดทุนสูงสุด (ฝั่งซื้อ)พรีเมียมที่จ่าย เท่านั้นมาก และเรียกเงินเพิ่มได้
เรียกเงินเพิ่มระหว่างทางไม่มี (ถ้าเป็นฝั่งซื้อ)มี — Margin Call
คิดกำไรขาดทุนตอนขาย/หมดอายุทุกวัน (Mark to Market)
ผลของเวลามี — theta กัดทุกวันแทบไม่มี
ผลของ IVมี — IV crush มีจริงไม่มี
เหมาะกับเดิมพันแบบจำกัดความเสียหาย · ประกันพอร์ต · เก็บพรีเมียมป้องกันความเสี่ยงสินค้าจริง · เก็งกำไรดัชนี/น้ำมัน/ทองด้วยเลเวอเรจสูง
เกิดมาจากตลาดหุ้น/สินค้าเกษตรกรล็อกราคาข้าวสาลีล่วงหน้า
ประโยคเดียวที่สรุปทั้งตาราง: ซื้อ Options แล้วเดาผิด — คุณเสียเงินที่จ่ายไป จบ · ถือ Futures แล้วเดาผิด — คุณอาจเสียมากกว่าเงินที่มีในบัญชี และโบรกจะโทรมาเรียกเงินเพิ่ม นี่คือเหตุผลที่มือใหม่ควรเริ่มจากฝั่งซื้อ Options เท่านั้น

ข้อดีของ Futures ที่ Options ไม่มี: ไม่มี theta และไม่มี IV crush ราคาเดินตามสินทรัพย์ตรงๆ ไม่มีค่าเช่าเวลา — เพราะงั้นถ้าเดิมพันเรื่องทิศทางล้วนๆ ระยะสั้น Futures ตรงไปตรงมากว่า แต่แลกมาด้วยความเสี่ยงที่ไม่มีเพดาน

12เช็คลิสต์ก่อนกดจริง

1. เขียนเหตุผลลงกระดาษก่อน — ทำไมถึงคิดว่าหุ้นจะไปทางนั้น และเหตุการณ์อะไรจะพิสูจน์ว่าคุณถูก/ผิด ถ้าเขียนไม่ได้ = ยังไม่มีเหตุผล = อย่ากด
2. ตัดสินใจเรื่องเงินก่อนดูราคา — จำนวนที่ยอมให้เป็นศูนย์ได้ ไม่ใช่จำนวนที่ "น่าจะได้กำไรเยอะ" ถ้ารู้สึกลังเลกับตัวเลข = ใหญ่เกินไป
3. เริ่มที่ 1 สัญญา — และไม่เติมเงินเข้าไปอีกไม่ว่าจะแดงแค่ไหน
4. เช็คปฏิทินงบก่อนเลือกวันหมดอายุ — ไม่ใช่เช็คราคาก่อน
5. เช็ค Open Interest ที่ strike นั้นจริง — ไม่ใช่ดูแค่ว่าหุ้นตัวนี้ดัง
6. Limit order เท่านั้น — ตั้งตรงกลางระหว่าง bid กับ ask แล้วรอ
7. เขียนแผนออกไว้ตั้งแต่ก่อนเข้า — จะขายที่กำไรเท่าไหร่ ตัดขาดทุนที่เท่าไหร่ และวันไหนจะปิดแน่นอน (ก่อนหมดอายุ 1–2 วัน)
8. ถ้ามีเหตุการณ์ในสัญญา ตัดสินใจล่วงหน้า — จะขายก่อนงบ (เก็บกำไรจาก IV ที่ไต่ขึ้น ไม่ต้องเสี่ยงผล) หรือถือข้ามงบ (ได้การเคลื่อนไหวเต็ม แต่กิน IV crush) เลือกตอนหัวเย็น ไม่ใช่ตอนคืนประกาศ

อ่านจบแล้ว ลองต่อที่นี่

หน้าเรียนรู้มีการ์ดกลยุทธ์แยกทีละตัว พร้อมเครื่องมือคำนวณขนาดโพซิชัน

📈 เครื่องมือเห็นภาพกำไรขาดทุน 📚 หน้าเรียนรู้ — Options 📰 Futures แบบละเอียด
⚠️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ
เนื้อหานี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้เขียนไม่ใช่ที่ปรึกษาการลงทุนที่มีใบอนุญาต · ตัวเลขในตัวอย่างกลยุทธ์เป็นตัวเลขสมมติเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่ราคาตลาดจริง · ตาราง IV ในข้อ 6 เป็นค่าที่วัดจริงเมื่อ 23 กรกฎาคม 2026 และเปลี่ยนแปลงทุกวัน ให้ใช้ดูรูปแบบไม่ใช่ตัวเลข · Options และ Futures มีความเสี่ยงสูง สามารถทำให้ขาดทุนเงินต้นทั้งหมดได้ และในบางกรณีมากกว่าเงินต้น · ตรวจสอบราคาและกรีกจริงในแอปโบรกเกอร์ของคุณก่อนตัดสินใจทุกครั้ง