หน้าแรก
พอร์ตของฉัน
หุ้นในดวงใจ
Company Chain
เครื่องมือ
เรียนรู้
AI
วิดีโอ
🟡 ระดับปานกลาง · สินทรัพย์

Futures คืออะไร —
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าจากไร่ข้าวสาลีถึง Wall Street

เครื่องมือที่เกษตรกรคิดค้นเพื่อ "ล็อกราคาพืชผล" กลายมาเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าตลาดหุ้น — และเป็นสนามที่ Leverage แรงที่สุดที่นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้

Golden Wheat Field
Futures เกิดจากไร่ข้าวสาลี — เกษตรกรต้องการล็อกราคาขายก่อนเก็บเกี่ยว | Wikimedia Commons

สิ่งที่คุณจะเข้าใจหลังอ่านบทความนี้

เริ่มจากปัญหาของเกษตรกร

ย้อนกลับไปกลางศตวรรษที่ 19 ที่ชิคาโก — เกษตรกรปลูกข้าวสาลีเจอปัญหาเดิมทุกปี: ตอนปลูกไม่รู้ว่าตอนเก็บเกี่ยวราคาจะเป็นเท่าไหร่ ปีไหนผลผลิตล้นตลาด ราคาดิ่งจนขาดทุน ปีไหนแล้ง ราคาพุ่งแต่ไม่มีของขาย

ฝั่งโรงโม่แป้งก็เจอปัญหากลับด้าน — ไม่รู้ว่าต้นทุนวัตถุดิบปีหน้าจะเป็นเท่าไหร่ วางแผนธุรกิจไม่ได้

ทางออกคือ ตกลงราคากันล่วงหน้า: เกษตรกรสัญญาว่าจะส่งข้าวสาลีให้โรงโม่ในอีก 6 เดือน ที่ราคาที่ตกลงกันวันนี้ — ทั้งสองฝ่ายล็อกความแน่นอนได้ทันที นี่คือจุดกำเนิดของ Chicago Board of Trade ในปี 1848 และสัญญา Futures มาตรฐานฉบับแรกของโลก

Futures คืออะไร

Futures คือ สัญญาที่ "ผูกพัน" ให้ซื้อหรือขายสินทรัพย์ ในราคาและวันที่กำหนดไว้ล่วงหน้า — จุดสำคัญคือคำว่า "ผูกพัน" ทั้งสองฝ่ายต้องทำตามสัญญา ไม่มีทางเลือกว่าจะใช้สิทธิ์หรือไม่เหมือน Options

ปัจจุบัน Futures ครอบคลุมแทบทุกอย่าง: น้ำมันดิบ ทองคำ ข้าวโพด กาแฟ ค่าเงิน พันธบัตร ดัชนีหุ้น (เช่น S&P 500 Futures) ไปจนถึง Bitcoin — และส่วนใหญ่ ชำระด้วยเงินสด (Cash Settlement) ไม่ต้องส่งมอบของจริง ไม่มีใครขนน้ำมันดิบ 1,000 บาร์เรลมาส่งหน้าบ้าน

Futures vs Options — ต่างกันที่คำเดียว

ประเด็นFuturesOptions
ลักษณะ "ภาระผูกพัน" — ต้องทำตามสัญญา "สิทธิ์" — จะใช้หรือทิ้งก็ได้
ต้นทุนเริ่มต้น วาง Margin (หลักประกัน) ประมาณ 5-15% ของมูลค่าสัญญา จ่าย Premium ครั้งเดียวจบ
ขาดทุนสูงสุด (ฝั่งซื้อ) ไม่จำกัดที่เงินต้น — โดนเรียก Margin เพิ่มได้เรื่อยๆ จำกัดที่ Premium ที่จ่าย
Time Decay ไม่มี — ราคาตามสินทรัพย์อ้างอิงเกือบตรงๆ มี — เสื่อมค่าทุกวันจนหมดอายุ
เหมาะกับ Hedging ธุรกิจจริง, เทรดเดอร์มืออาชีพ Hedging พอร์ต, กลยุทธ์จำกัดความเสี่ยง
จำง่ายๆ: Options = ใบจองที่ทิ้งได้ เสียแค่ค่าจอง / Futures = สัญญาที่หนีไม่ได้ ราคาวิ่งสวนเท่าไหร่ก็ต้องรับผิดชอบเท่านั้น

Margin และ Mark to Market — หัวใจของเกม

ตอนเปิดสัญญา Futures คุณไม่ต้องจ่ายมูลค่าเต็ม — แค่วาง Initial Margin (หลักประกันเริ่มต้น) ประมาณ 5-15% ของมูลค่าสัญญา นี่คือที่มาของ Leverage มหาศาล

แต่สิ่งที่มือใหม่ไม่รู้คือ Mark to Market — ทุกสิ้นวัน ตลาดจะคำนวณกำไรขาดทุนของคุณ "เป็นเงินจริง" แล้วบวกหรือหักจากบัญชี Margin ทันที ไม่ใช่กำไรขาดทุนบนกระดาษแบบหุ้น

ตัวอย่าง: เปิดสัญญา Futures มูลค่า 1,000,000 บาท วาง Margin 100,000 บาท (Leverage 10 เท่า)

ราคาขยับขึ้น 5%
กำไร 50,000 จากเงินวาง 100,000
+50% ของเงินต้น
ราคาขยับลง 5%
ขาดทุน 50,000 — Margin เหลือครึ่งเดียว
-50% ของเงินต้น
ราคาลงต่อจน Margin ต่ำกว่าขั้นต่ำ
Margin Call — เติมเงินทันที หรือโดนบังคับปิดสถานะ
เติมเงิน หรือโดน Force Close
Margin Call คือเสียงโทรศัพท์ที่ไม่มีใครอยากได้ยิน: ราคาขยับสวนแค่ 10% บนสัญญา Leverage 10 เท่า = เงินต้นหายหมด และถ้าราคา Gap ข้ามคืนแรงๆ คุณอาจ "ติดลบ" — เป็นหนี้โบรกเกอร์เพิ่มจากเงินที่วางไว้ นี่คือสิ่งที่เกิดไม่ได้กับการถือหุ้นหรือซื้อ Options

ใครอยู่ในตลาด Futures บ้าง

Hedger — ผู้ป้องกันความเสี่ยง

สายการบินล็อกราคาน้ำมัน ผู้ส่งออกล็อกค่าเงิน โรงงานช็อกโกแลตล็อกราคาโกโก้ — คนกลุ่มนี้ใช้ Futures ตามเจตนาดั้งเดิม คือซื้อความแน่นอนให้ธุรกิจ

Speculator — นักเก็งกำไร

ไม่มีธุรกิจเกี่ยวข้อง แค่เดิมพันทิศทางราคาเพื่อกำไร — เป็นกลุ่มที่เติมสภาพคล่องให้ตลาด และเป็นกลุ่มที่หมดตัวบ่อยที่สุด

Arbitrageur — นักหากำไรจากส่วนต่าง

หาช่องว่างราคาระหว่างตลาด เช่น Futures แพงกว่าราคาจริงเกินเหตุ — ซื้อของจริง ขาย Futures ล็อกกำไรแบบแทบไร้ความเสี่ยง เกมของสถาบันที่มีระบบเร็วกว่า

นักลงทุนสถาบัน

กองทุนใช้ Index Futures ปรับสัดส่วนพอร์ตได้เร็วกว่าซื้อหุ้นจริงทีละตัว — S&P 500 Futures คือหนึ่งในสัญญาที่มีปริมาณซื้อขายสูงที่สุดในโลก

แล้วนักลงทุนรายย่อยควรยุ่งไหม

คำตอบตรงๆ สำหรับคนส่วนใหญ่: ไม่จำเป็น — Futures ถูกออกแบบมาเพื่อธุรกิจที่ต้องการล็อกราคา และมืออาชีพที่มีระบบจัดการความเสี่ยงเข้มงวด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

อ่านต่อ: Options คืออะไร

เข้าใจ Futures แล้ว ไปดูญาติสนิทของมัน — Options เครื่องมือที่ให้ "สิทธิ์" แทน "ภาระผูกพัน" และจำกัดความเสี่ยงฝั่งซื้อไว้ที่ค่า Premium

อ่านบทความถัดไป →