เครื่องมือที่ทำให้คนรวยเร็วที่สุด และหมดตัวเร็วที่สุดในตลาด — เข้าใจมันก่อนที่จะแตะ หรือก่อนตัดสินใจว่าไม่แตะเลยดีกว่า
ลองนึกภาพ: คุณเจอคอนโดราคา 3,000,000 บาท คุณอยากซื้อแต่ยังไม่แน่ใจ เลยจ่าย "ค่าจอง" 50,000 บาท เพื่อล็อกสิทธิ์ซื้อที่ราคานี้ภายใน 3 เดือน
นี่แหละคือ Options — "สิทธิ์" ที่จะซื้อหรือขายสินทรัพย์ในราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า โดยไม่มี "ภาระผูกพัน" ต้องทำจริง สิ่งที่จ่ายไปคือค่าสิทธิ์ (Premium) ซึ่งเสียเปล่าได้ถ้าไม่ได้ใช้
ราคาของตัว Option ที่จ่ายตอนซื้อ — เหมือนค่าจองคอนโด เสียทันทีไม่ว่าผลจะออกมายังไง นี่คือต้นทุนสูงสุดของคนซื้อ
ราคาที่ล็อกไว้ว่าจะซื้อหรือขายได้ — เหมือนราคาคอนโด 3 ล้านที่ตกลงกันตอนจอง
Options ทุกตัวมีวันตาย — ถ้าไม่ใช้สิทธิ์ภายในวันนั้น สิทธิ์หายไปพร้อม Premium ที่จ่าย นี่คือจุดต่างใหญ่ที่สุดจากการถือหุ้น
Options หุ้นสหรัฐฯ 1 สัญญา = หุ้น 100 หุ้นเสมอ — Premium ที่เห็น $2 หมายถึงจ่ายจริง $200 ต่อสัญญา
| ประเด็น | Call Option | Put Option |
|---|---|---|
| สิทธิ์ที่ได้ | สิทธิ์ "ซื้อ" ที่ราคา Strike | สิทธิ์ "ขาย" ที่ราคา Strike |
| ซื้อเมื่อมองว่า | ราคาจะ "ขึ้น" แรงๆ | ราคาจะ "ลง" แรงๆ |
| กำไรเมื่อ | ราคาตลาดสูงกว่า Strike + Premium | ราคาตลาดต่ำกว่า Strike - Premium |
| ขาดทุนสูงสุด (ฝั่งซื้อ) | Premium ที่จ่าย — เสียหมดได้ | Premium ที่จ่าย — เสียหมดได้ |
| เปรียบเหมือน | ใบจองซื้อคอนโดราคาล็อกไว้ | ประกันรถยนต์ — จ่ายเบี้ยเพื่อขายความเสียหายให้บริษัทประกัน |
สังเกตว่าหุ้นขึ้น 20% แต่ Options ทำกำไร 300% — นี่คือ Leverage โดยธรรมชาติ ของ Options และเป็นเหตุผลที่คนชอบมัน แต่เหรียญอีกด้านคือ หุ้นแค่ "ไม่ขยับ" คุณก็ขาดทุน 100% ได้
Options เป็นสินทรัพย์ที่ เสื่อมค่าตามเวลา — ทุกวันที่ผ่านไป มูลค่าของมันลดลงเรื่อยๆ ถึงแม้ราคาหุ้นจะไม่ขยับเลย เพราะ "โอกาสที่ราคาจะไปถึงเป้า" ลดลงเมื่อเวลาเหลือน้อยลง
ลองนึกถึงตั๋วลอตเตอรี่: ตั๋วที่ออกรางวัลอีก 1 เดือนยังมีความหวัง แต่ตั๋วที่ออกรางวัลพรุ่งนี้แล้วเลขยังไม่ใกล้เคียง แทบไม่มีค่า — ความเร่งของการเสื่อมค่านี้เร็วขึ้นมากในช่วง 30 วันสุดท้ายก่อนหมดอายุ
ถือหุ้นอยู่แล้วกลัวตลาดร่วงช่วงสั้นๆ แต่ไม่อยากขาย — ซื้อ Put ไว้เป็น "ประกันพอร์ต" ถ้าตลาดร่วงจริง กำไรจาก Put ชดเชยการขาดทุนของหุ้น เหมือนจ่ายเบี้ยประกันรถ
ถือหุ้น 100 หุ้นอยู่แล้ว ขาย Call ให้คนอื่นเพื่อเก็บ Premium — ถ้าหุ้นไม่ขึ้นถึง Strike คุณเก็บ Premium ฟรีๆ ถ้าขึ้นเกิน คุณต้องขายหุ้นที่ราคา Strike (เสียโอกาส upside แต่ไม่ได้ขาดทุน) — กลยุทธ์ยอดนิยมของสายปันผล
ใช้เงินน้อยควบคุมหุ้นมูลค่ามาก — แต่อย่าลืมว่า Leverage ทำงานสองทาง และ Time Decay กัดกินทุกวัน นี่คือการใช้งานที่อันตรายที่สุดสำหรับมือใหม่
ทุกสัญญา Options มีสองฝั่ง: คนซื้อจ่าย Premium เพื่อได้สิทธิ์ ส่วน คนขายรับ Premium เพื่อแบกภาระผูกพัน — ถ้าคนซื้อใช้สิทธิ์ คนขายต้องทำตามสัญญาไม่มีทางเลือก
สถิติบอกว่าฝั่งขายชนะบ่อยกว่า (เพราะ Options ส่วนใหญ่หมดอายุไร้ค่า) แต่เมื่อแพ้จะแพ้หนักมาก — ขาย Call แบบไม่มีหุ้นหนุน (Naked Call) ขาดทุนได้ไม่จำกัด เพราะราคาหุ้นขึ้นได้ไม่มีเพดาน นี่คือเกมของมืออาชีพที่มีระบบจัดการความเสี่ยงเท่านั้น
Options คือหนึ่งในเครื่องมือหลักของ Hedge Fund — ไปดูกันว่ากองทุนระดับโลกใช้เครื่องมือเหล่านี้สร้างกลยุทธ์ที่ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลงยังไง
อ่านบทความถัดไป →