เข้าใจว่า Moody's, S&P, Fitch ให้คะแนนหนี้ยังไง AAA หมายความว่าอะไร และทำไม Credit Rating ถึงส่งผลโดยตรงต่อดอกเบี้ยที่คุณได้รับ
Credit Rating คือ คะแนนความน่าเชื่อถือทางการเงิน ที่บอกว่าผู้กู้ — ไม่ว่าจะเป็นบริษัท รัฐบาล หรือองค์กรใดก็ตาม — มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูงหรือต่ำแค่ไหน
ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า Credit Rating คือ เกรดในการสอบ แต่แทนที่จะวัดความรู้วิชาการ มันวัดว่า "ถ้าฉันให้เงินกู้ไป จะได้คืนไหม?"
นักลงทุนใช้ Credit Rating เพื่อตัดสินใจว่าจะลงทุนในพันธบัตร (bond) ของบริษัทหรือรัฐบาลนั้นไหม และต้องการผลตอบแทนเพิ่มเท่าไหร่เพื่อชดเชยความเสี่ยง
มีสถาบันที่ให้ Credit Rating อยู่หลายแห่ง แต่ที่มีอิทธิพลสูงสุดในตลาดโลกคือ 3 รายนี้ เรียกรวมกันว่า "Big Three"
| สถาบัน | ชื่อย่อ | สำนักงานใหญ่ | จุดเด่น |
|---|---|---|---|
| Moody's Investors Service | Moody's | นิวยอร์ก, USA | ก่อตั้ง 1909 เก่าแก่ที่สุด |
| Standard & Poor's | S&P | นิวยอร์ก, USA | ออก S&P 500 index ด้วย |
| Fitch Ratings | Fitch | นิวยอร์ก / ลอนดอน | ใช้มากในยุโรปและ EM |
S&P และ Fitch ใช้ตัวอักษร A, B, C, D ในขณะที่ Moody's ใช้ระบบที่แตกต่างเล็กน้อย แต่ความหมายคล้ายกัน ตารางด้านล่างแสดงเทียบกัน:
| S&P / Fitch | Moody's | ความหมาย | ประเภท |
|---|---|---|---|
| AAA | Aaa | ความน่าเชื่อถือสูงสุด ความเสี่ยงต่ำที่สุด | Investment Grade |
| AA+, AA, AA− | Aa1, Aa2, Aa3 | คุณภาพสูงมาก ความเสี่ยงต่ำ | Investment Grade |
| A+, A, A− | A1, A2, A3 | คุณภาพดี ความเสี่ยงต่ำในสภาวะปกติ | Investment Grade |
| BBB+, BBB, BBB− | Baa1, Baa2, Baa3 | คุณภาพปานกลาง ยังอยู่ในระดับพอกู้ได้ | Investment Grade (ขอบล่าง) |
| BB+, BB, BB− | Ba1, Ba2, Ba3 | มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น Speculative | Junk / High Yield |
| B+, B, B− | B1, B2, B3 | ความเสี่ยงสูง สภาพการเงินไม่มั่นคง | Junk / High Yield |
| CCC, CC, C | Caa, Ca, C | ความเสี่ยงสูงมาก ใกล้ผิดนัดหรือกำลัง restructure | Junk / High Yield |
| D | D | ผิดนัดชำระหนี้แล้ว (Default) | Default |
เส้นแบ่งสำคัญที่สุดคือระหว่าง BBB− กับ BB+ — เส้นนี้แบ่ง Investment Grade ออกจาก Junk Bond และมีผลต่อนักลงทุนสถาบันอย่างมาก
หลักการตรงไปตรงมา: Rating ยิ่งต่ำ ยิ่งต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะนักลงทุนต้องการผลตอบแทนเพิ่มเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สูงกว่า
ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างพันธบัตรบริษัทกับพันธบัตรรัฐบาล (ที่ถือว่าปลอดภัยที่สุด) เรียกว่า Credit Spread
| ระดับ Rating | Credit Spread โดยประมาณ | ตัวอย่างผลตอบแทน (ถ้า 10Y Treasury = 4%) |
|---|---|---|
| AAA | +0.3%–0.5% | 4.3%–4.5% |
| AA | +0.5%–0.8% | 4.5%–4.8% |
| A | +0.8%–1.5% | 4.8%–5.5% |
| BBB | +1.5%–2.5% | 5.5%–6.5% |
| BB | +2.5%–4% | 6.5%–8% |
| B | +4%–7% | 8%–11% |
| CCC | +7%–15%+ | 11%–19%+ |
ตัวเลขเหล่านี้เปลี่ยนตามสภาวะตลาด แต่สัดส่วนความต่างจะคงอยู่เสมอ — ในวิกฤต Credit Spread จะถ่างกว้างมาก ในตลาดบวก Credit Spread จะแคบลง
เมื่อบริษัทหรือรัฐบาลถูก downgrade จาก Investment Grade ลงมาเป็น Junk ผลกระทบเกิดขึ้นทันทีหลายด้าน:
วิกฤตการเงินปี 2008 เปิดเผยจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของระบบ Credit Rating นั่นคือ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์
โมเดลธุรกิจของ Rating Agency คือ issuer-pays model — บริษัทที่ออกพันธบัตรเป็นคนจ้างและจ่ายเงินให้ Rating Agency ทำการประเมิน ซึ่งหมายความว่า Agency มีแรงจูงใจให้ให้คะแนนดีเพื่อรักษาลูกค้า
ในช่วง 2000–2007 ผลิตภัณฑ์ที่ชื่อ CDO (Collateralized Debt Obligations) ซึ่งเป็นการนำสินเชื่อบ้านคุณภาพต่ำมาแพ็คร่วมกัน ได้รับ Rating ระดับ AAA จาก Moody's และ S&P จำนวนมหาศาล ซึ่งสิ่งเหล่านั้นพังพร้อมกันในปี 2008 เมื่อคุณภาพแท้จริงถูกเปิดเผย
แม้ว่าคุณอาจไม่ได้ลงทุนใน corporate bond โดยตรง แต่ Credit Rating มีผลต่อพอร์ตโฟลิโอของคุณทางอ้อมหลายทาง:
เข้าใจ Credit Rating แล้ว ลองดู Yield Curve ที่บอกทิศทางเศรษฐกิจได้จากรูปร่างเส้นดอกเบี้ยเดียว
อ่านบทความถัดไป →