หน้าแรก
พอร์ตของฉัน
หุ้นในดวงใจ
Company Chain
เครื่องมือ
เรียนรู้
AI
วิดีโอ
🟡 ระดับปานกลาง · พื้นฐานการลงทุน

Credit Rating คืออะไร —
AAA ถึง Junk Bond ต่างกันยังไง

เข้าใจว่า Moody's, S&P, Fitch ให้คะแนนหนี้ยังไง AAA หมายความว่าอะไร และทำไม Credit Rating ถึงส่งผลโดยตรงต่อดอกเบี้ยที่คุณได้รับ

Credit Rating Scale
Credit Rating — ระบบให้คะแนนความน่าเชื่อถือทางการเงิน | Wikimedia Commons

สิ่งที่คุณจะเข้าใจหลังอ่านบทความนี้

Credit Rating คืออะไร

Credit Rating คือ คะแนนความน่าเชื่อถือทางการเงิน ที่บอกว่าผู้กู้ — ไม่ว่าจะเป็นบริษัท รัฐบาล หรือองค์กรใดก็ตาม — มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูงหรือต่ำแค่ไหน

ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า Credit Rating คือ เกรดในการสอบ แต่แทนที่จะวัดความรู้วิชาการ มันวัดว่า "ถ้าฉันให้เงินกู้ไป จะได้คืนไหม?"

นักลงทุนใช้ Credit Rating เพื่อตัดสินใจว่าจะลงทุนในพันธบัตร (bond) ของบริษัทหรือรัฐบาลนั้นไหม และต้องการผลตอบแทนเพิ่มเท่าไหร่เพื่อชดเชยความเสี่ยง

3 สถาบัน Rating Agency หลักของโลก

มีสถาบันที่ให้ Credit Rating อยู่หลายแห่ง แต่ที่มีอิทธิพลสูงสุดในตลาดโลกคือ 3 รายนี้ เรียกรวมกันว่า "Big Three"

สถาบันชื่อย่อสำนักงานใหญ่จุดเด่น
Moody's Investors Service Moody's นิวยอร์ก, USA ก่อตั้ง 1909 เก่าแก่ที่สุด
Standard & Poor's S&P นิวยอร์ก, USA ออก S&P 500 index ด้วย
Fitch Ratings Fitch นิวยอร์ก / ลอนดอน ใช้มากในยุโรปและ EM
สำหรับไทย: TRIS Rating และ Fitch Ratings (Thailand) เป็น Credit Rating Agency หลักในประเทศ ใช้สำหรับตราสารหนี้ของบริษัทไทยโดยเฉพาะ

สเกล Credit Rating — AAA ถึง D

S&P และ Fitch ใช้ตัวอักษร A, B, C, D ในขณะที่ Moody's ใช้ระบบที่แตกต่างเล็กน้อย แต่ความหมายคล้ายกัน ตารางด้านล่างแสดงเทียบกัน:

S&P / FitchMoody'sความหมายประเภท
AAA Aaa ความน่าเชื่อถือสูงสุด ความเสี่ยงต่ำที่สุด Investment Grade
AA+, AA, AA− Aa1, Aa2, Aa3 คุณภาพสูงมาก ความเสี่ยงต่ำ Investment Grade
A+, A, A− A1, A2, A3 คุณภาพดี ความเสี่ยงต่ำในสภาวะปกติ Investment Grade
BBB+, BBB, BBB− Baa1, Baa2, Baa3 คุณภาพปานกลาง ยังอยู่ในระดับพอกู้ได้ Investment Grade (ขอบล่าง)
BB+, BB, BB− Ba1, Ba2, Ba3 มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น Speculative Junk / High Yield
B+, B, B− B1, B2, B3 ความเสี่ยงสูง สภาพการเงินไม่มั่นคง Junk / High Yield
CCC, CC, C Caa, Ca, C ความเสี่ยงสูงมาก ใกล้ผิดนัดหรือกำลัง restructure Junk / High Yield
D D ผิดนัดชำระหนี้แล้ว (Default) Default

เส้นแบ่งสำคัญที่สุดคือระหว่าง BBB− กับ BB+ — เส้นนี้แบ่ง Investment Grade ออกจาก Junk Bond และมีผลต่อนักลงทุนสถาบันอย่างมาก

Investment Grade vs Junk Bond — ต่างกันยังไง

Investment Grade (BBB− ขึ้นไป)

  • ความเสี่ยง default ต่ำ
  • ดอกเบี้ยต่ำกว่า (ผู้กู้เสียต้นทุนน้อยกว่า)
  • กองทุนบำเหน็จบำนาญ ประกัน ซื้อได้
  • สภาพคล่องในตลาดสูง
  • เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคง

Junk Bond / High Yield (BB+ ลงมา)

  • ความเสี่ยง default สูงกว่า
  • ดอกเบี้ยสูงกว่า (ชดเชยความเสี่ยง)
  • กองทุนบำเหน็จหลายแห่งห้ามซื้อ
  • สภาพคล่องต่ำกว่า ขายยากในวิกฤต
  • เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง
ทำไม Junk Bond ถึงเรียกว่า High Yield ด้วย?
คำว่า "Junk" ฟังดูเชิงลบ นักลงทุนสถาบันและ fund manager จึงมักใช้คำว่า "High Yield Bond" แทน ซึ่งเน้นที่ผลตอบแทนสูงแทนที่จะเน้นความเสี่ยง — แต่ความหมายคือพันธบัตรกลุ่มเดียวกันทั้งหมด

Credit Rating ส่งผลต่อดอกเบี้ยอย่างไร

หลักการตรงไปตรงมา: Rating ยิ่งต่ำ ยิ่งต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะนักลงทุนต้องการผลตอบแทนเพิ่มเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สูงกว่า

ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างพันธบัตรบริษัทกับพันธบัตรรัฐบาล (ที่ถือว่าปลอดภัยที่สุด) เรียกว่า Credit Spread

ระดับ RatingCredit Spread โดยประมาณตัวอย่างผลตอบแทน (ถ้า 10Y Treasury = 4%)
AAA +0.3%–0.5% 4.3%–4.5%
AA +0.5%–0.8% 4.5%–4.8%
A +0.8%–1.5% 4.8%–5.5%
BBB +1.5%–2.5% 5.5%–6.5%
BB +2.5%–4% 6.5%–8%
B +4%–7% 8%–11%
CCC +7%–15%+ 11%–19%+

ตัวเลขเหล่านี้เปลี่ยนตามสภาวะตลาด แต่สัดส่วนความต่างจะคงอยู่เสมอ — ในวิกฤต Credit Spread จะถ่างกว้างมาก ในตลาดบวก Credit Spread จะแคบลง

เมื่อ Rating ถูกปรับลด (Downgrade)

เมื่อบริษัทหรือรัฐบาลถูก downgrade จาก Investment Grade ลงมาเป็น Junk ผลกระทบเกิดขึ้นทันทีหลายด้าน:

BBB− Cliff Effect: บริษัทที่อยู่ที่ BBB− (ขอบล่างของ Investment Grade) ถ้าถูก downgrade ลงมาแม้แค่ขั้นเดียวจะกระทบหนักมาก เพราะสถาบันขนาดใหญ่ต้องขายออกพร้อมกัน นักวิเคราะห์จึงตามดูบริษัท BBB− อย่างใกล้ชิดเสมอ

บทเรียนจากวิกฤต 2008 — Rating Agency ผิดพลาดได้

วิกฤตการเงินปี 2008 เปิดเผยจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของระบบ Credit Rating นั่นคือ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์

โมเดลธุรกิจของ Rating Agency คือ issuer-pays model — บริษัทที่ออกพันธบัตรเป็นคนจ้างและจ่ายเงินให้ Rating Agency ทำการประเมิน ซึ่งหมายความว่า Agency มีแรงจูงใจให้ให้คะแนนดีเพื่อรักษาลูกค้า

ในช่วง 2000–2007 ผลิตภัณฑ์ที่ชื่อ CDO (Collateralized Debt Obligations) ซึ่งเป็นการนำสินเชื่อบ้านคุณภาพต่ำมาแพ็คร่วมกัน ได้รับ Rating ระดับ AAA จาก Moody's และ S&P จำนวนมหาศาล ซึ่งสิ่งเหล่านั้นพังพร้อมกันในปี 2008 เมื่อคุณภาพแท้จริงถูกเปิดเผย

บทเรียน: Credit Rating เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่ guarantee ใช้ Rating ร่วมกับการวิเคราะห์พื้นฐานอื่นๆ อยู่เสมอ อย่าเชื่อตัวเลข AAA โดยไม่ตรวจสอบ underlying asset

นักลงทุนรายย่อย — ใช้ Credit Rating ยังไง

แม้ว่าคุณอาจไม่ได้ลงทุนใน corporate bond โดยตรง แต่ Credit Rating มีผลต่อพอร์ตโฟลิโอของคุณทางอ้อมหลายทาง:

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

อ่านต่อ: Yield Curve คืออะไร

เข้าใจ Credit Rating แล้ว ลองดู Yield Curve ที่บอกทิศทางเศรษฐกิจได้จากรูปร่างเส้นดอกเบี้ยเดียว

อ่านบทความถัดไป →