บทความ
พอร์ต
ตลาด
วิเคราะห์
เครื่องมือ
พรอมต์ AI
ติดตาม TikTok
กลับไปหน้าบทความ
📋 ตราสารหนี้ 🟢 มือใหม่ 🟡 ปานกลาง · อ่าน 11 นาที

ตราสารหนี้ (Bonds) คืออะไร ทำงานยังไง และทำไมราคาถึงลงเมื่อดอกเบี้ยขึ้น

ตราสารหนี้คือสินทรัพย์ที่ "เบื่อที่สุด" ในโลกการเงิน — แต่ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนมืออาชีพให้ความสำคัญมากที่สุดในการบริหารความเสี่ยง ถ้าเข้าใจว่า Bonds ทำงานยังไงและทำไมราคามันขึ้นลงสวนทางกับดอกเบี้ย คุณจะเข้าใจตลาดการเงินโลกได้ดีขึ้นมาก

ภาพประกอบบทความ
ภาพ: Wikimedia Commons
~130T
มูลค่าตลาด Bond ทั่วโลก USD — ใหญ่กว่าตลาดหุ้นโลก
2–5%
Yield ทั่วไปของพันธบัตรรัฐบาลไทย ณ ปัจจุบัน
-16%
ผลตอบแทน US Bond ปี 2022 — เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์
หลายล้าน
บาท — ขั้นต่ำซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยตรง แต่ผ่านกองทุนเริ่มได้หลักพัน

ตราสารหนี้คืออะไร — อธิบายให้เข้าใจง่าย

ลองนึกภาพว่าคุณให้เพื่อนยืมเงิน 10,000 บาท เพื่อนสัญญาว่าจะคืน 10,000 บาทในอีก 3 ปี พร้อมดอกเบี้ย 3% ต่อปี นั่นคือหลักการของ Bond

ตราสารหนี้ (Bond / Fixed Income) คือการกู้เงินระหว่างผู้ออก (รัฐบาล บริษัท) กับนักลงทุน โดยผู้ออกสัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ย (Coupon) สม่ำเสมอและคืนเงินต้น (Face Value) เมื่อครบอายุ (Maturity)

📋 ส่วนประกอบของ Bond
Face Value
มูลค่าที่ตราไว้ — จำนวนเงินที่จะได้รับคืนเมื่อครบกำหนด เช่น 1,000 บาท หรือ 1,000 USD ต่อหน่วย
Coupon Rate
อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับต่อปี — คำนวณจาก Face Value เช่น Coupon 3% ของ 1,000 บาท = ได้ 30 บาท/ปี
Maturity Date
วันครบกำหนด — วันที่ผู้ออก Bond คืน Face Value ให้ผู้ถือ มีตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 30+ ปี
Market Price
ราคาที่ซื้อ-ขายได้จริงในตลาด — อาจต่างจาก Face Value ขึ้นกับดอกเบี้ยตลาด และความเสี่ยงผู้ออก
Yield to Maturity
ผลตอบแทนที่แท้จริงถ้าถือจนครบ — รวม Coupon + ส่วนต่างราคา ตัวเลขนี้ใช้เปรียบเทียบ Bond ต่างกันได้
Duration
ความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย — Duration สูง = ราคาผันผวนมากเมื่อดอกเบี้ยเปลี่ยน Bond ระยะยาว Duration สูงกว่าระยะสั้น

กฎเหล็กของ Bond: ราคาและดอกเบี้ยสวนทางกัน

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดและเข้าใจผิดมากที่สุด — เมื่อดอกเบี้ยในตลาดขึ้น ราคา Bond ที่อยู่ในมือจะลง และในทางกลับกัน

🔄 ทำไมถึงสวนทางกัน?
คุณถือ Bond ที่จ่าย Coupon 3%/ปี
ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ย → Bond ใหม่ในตลาดให้ 5%/ปี
ไม่มีใครอยากซื้อ Bond เก่าของคุณที่ให้แค่ 3% ในราคาเต็ม
ต้องลดราคา Bond ลงเพื่อให้ Yield ที่แท้จริงแข่งกับ Bond ใหม่ 5% ได้
ถ้าดอกเบี้ยตลาดลง Bond เก่าที่จ่าย 3% น่าสนใจขึ้น → ราคาสูงขึ้น

นี่คือสาเหตุที่ Bond ขาดทุนหนักในปี 2022 เมื่อ Fed ขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ -16% ใน 1 ปี สำหรับ US Long-term Bond — ทั้งที่เป็น "สินทรัพย์ปลอดภัย"

Bond มีกี่ประเภท เลือกอะไรดี?

ประเภท ผู้ออก ความเสี่ยงเครดิต Yield ทั่วไป เหมาะกับ
พันธบัตรรัฐบาลไทย กระทรวงการคลัง ต่ำสุด — รัฐบาลไม่ผิดนัด 2–5%/ปี อนุรักษ์นิยม ต้องการความมั่นคง
US Treasury รัฐบาลสหรัฐฯ ต่ำสุด — benchmark โลก 4–5%/ปี (ปัจจุบัน) Portfolio หลัก หรือ safe haven
หุ้นกู้ Investment Grade บริษัทใหญ่ Rating BBB+ ปานกลาง 4–7%/ปี ต้องการ yield สูงกว่าพันธบัตรนิดหน่อย
หุ้นกู้ High Yield บริษัทขนาดเล็ก Rating ต่ำ สูง — อาจผิดนัดชำระ 7–12%+/ปี รับความเสี่ยงได้ มีความรู้เรื่องเครดิต
กองทุนตราสารหนี้ กองทุนรวม (หลายตัว) กระจายแล้ว ต่ำกว่าซื้อเดี่ยว 2–5%/ปี มือใหม่ที่ต้องการ diversify แบบง่าย

Bond มีบทบาทอะไรในพอร์ต?

⚖️
ลด Volatility
ทำให้พอร์ตนิ่งขึ้น
เมื่อหุ้นลง Bond มักขึ้น (โดยเฉพาะช่วง recession) ทำให้พอร์ตรวมผันผวนน้อยลง Correlation ต่ำกับหุ้น
💵
Predictable Income
รายได้คาดเดาได้
Coupon จ่ายสม่ำเสมอ คำนวณได้ล่วงหน้า เหมาะกับคนที่ต้องการ cash flow แน่นอน เช่น คนเกษียณ
🛡️
Capital Preservation
รักษาทุน
ถ้าถือจนครบ maturity ได้ Face Value คืนเต็ม (ถ้าผู้ออกไม่ผิดนัด) ต่างจากหุ้นที่ไม่มีการการันตีราคา
📊
Rebalancing Tool
เครื่องมือ rebalance
เมื่อหุ้นขึ้นมากจน overweight ขาย Bond ซื้อหุ้นน้อยลง เมื่อหุ้นลงซื้อเพิ่ม — force ให้ buy low sell high อัตโนมัติ
💡 กฎมือใหม่สำหรับ Bond

อายุ - 110 = % Bond ในพอร์ต คือ rule of thumb ดั้งเดิม อายุ 25 ปี → Bond ~15% | อายุ 50 ปี → Bond ~40%

แต่ในยุคที่ผลตอบแทนคาดหวังสูงขึ้นและอายุยืนขึ้น หลายคนแนะนำให้ใช้ (อายุ - 120) แทน — ถือหุ้นนานขึ้นกว่าคนรุ่นก่อน

ความเข้าใจผิดที่มือใหม่มักเจอ

ความเชื่อ 1
"Bond ปลอดภัยเสมอ ไม่มีทางขาดทุน"
Bond ขาดทุนได้ใน 2 กรณี: (1) ขายก่อนครบ maturity ตอนราคาตลาดต่ำกว่าที่ซื้อมา (2) ผู้ออกผิดนัดชำระ (default) ปี 2022 US Long Bond ขาดทุน -16% เพราะดอกเบี้ยขึ้นเร็ว
✅ ความจริง: Bond ขาดทุนได้ถ้าขายก่อนครบกำหนดหรือผู้ออกผิดนัด
ความเชื่อ 2
"กองทุนตราสารหนี้ = เงินฝากที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า"
กองทุนตราสารหนี้มี NAV ขึ้นลงตามตลาด ไม่มีการการันตีต้นเงิน ต่างจากเงินฝากที่ต้นเงินคงเดิม นักลงทุนหลายคนในไทยเคยเจ็บตัวเมื่อกองทุนตราสารหนี้ขาดทุนในช่วงดอกเบี้ยขึ้น
✅ ความจริง: กองทุนตราสารหนี้มีความเสี่ยง NAV ลดได้ ไม่ใช่เงินฝาก
ความเชื่อ 3
"หุ้นกู้ yield 8–10% ต้องดีกว่า Bond ธรรมดา"
Yield สูงสะท้อนความเสี่ยงเครดิตสูง — บริษัทที่ต้องเสนอ yield 10% คือบริษัทที่นักลงทุนไม่มั่นใจ เสี่ยงผิดนัดมากกว่า หุ้นกู้บริษัทไทยหลายแห่งเคย default แล้ว ผู้ถือสูญเงินไป
✅ ความจริง: High yield = high risk ไม่ใช่โอกาสฟรี
ความเชื่อ 4
"ดอกเบี้ยจะขึ้น ก็รอซื้อ Bond ตอนนั้น"
Market timing ดอกเบี้ยแทบเป็นไปไม่ได้ นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกยังคาดผิดบ่อยๆ วิธีที่ใช้ได้จริงคือ Bond Ladder — ซื้อ Bond ระยะต่างๆ กัน เช่น 1 ปี 3 ปี 5 ปี ทยอยเวียน ลดความเสี่ยงจากการเดาผิดจังหวะ
✅ ความจริง: Bond Ladder + ถือสม่ำเสมอ ดีกว่า time ตลาดดอกเบี้ย
ความเชื่อ 5
"Bond ไม่จำเป็นถ้าลงทุนระยะยาว"
ระยะยาวหุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่า Bond จริง แต่ Bond ช่วย rebalance พอร์ตและลดความผันผวน ทำให้คุณถือหุ้นผ่านช่วง crash ได้โดยไม่ panic sell ถ้าไม่มี Bond อาจขาย "ผิดจังหวะ" ตอนตลาดลง
✅ ความจริง: Bond ช่วยให้ถือหุ้นได้นานขึ้น ไม่ใช่แค่ให้ผลตอบแทน
ความเชื่อ 6
"Bond ไทยดีกว่าเพราะไม่มี FX risk"
Bond ไทยไม่มี FX risk จริง แต่ yield ต่ำกว่า US Treasury ซึ่งปัจจุบันให้ ~4.5–5% ต่อปี ถ้าเปรียบเทียบผลตอบแทนหลัง hedge FX cost แล้ว US Treasury บางช่วงน่าสนใจกว่า Bond ไทย ต้องคำนวณเป็น case-by-case
✅ ความจริง: Bond ไทย = ไม่มี FX risk แต่ yield ต่ำกว่า ต้องเปรียบเทียบให้ครบ
📋 สรุปสำหรับมือใหม่

Bond ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ "น่าตื่นเต้น" แต่เป็น "กาวที่ยึดพอร์ตไว้" ให้ไม่แตกเมื่อตลาดหุ้นวุ่นวาย

เข้าใจสินทรัพย์แต่ละประเภทแล้ว — ถัดไปคือ ETF เครื่องมือที่นำทุกสิ่งมารวมกันแบบเดียวให้ลงทุนได้ง่ายที่สุด

💬 ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น — เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น